อาหารและการทำอาหาร
สูตรอาหารที่บ้าน วัตถุดิบท้องถิ่น และสิ่งที่อยู่บนโต๊ะอาหารทั่วโลก
ผู้ดูแลกระทู้:
ยังไม่มีผู้ดูแล
· การเลือกตั้งผู้ดูแล
Kålpudding har ett oförtjänt tråkigt rykte. Många minns den som grå och vattnig från skolmatsalen, men gjord från grunden är den söt, gyllenbrun och mustig. Och den är billig: ett kilo vitkål kostar nästan ingenting och räcker långt.
Hela hemligheten sitter i kålen, innan den ens möter färsen. Rå vitkål innehåller mycket vatten och har en skarp, nästan besk ton. Lägger man den direkt i färsen blir puddingen blöt. Fräs i stället ett kilo fint strimlad kål i smör i 20–25 minuter, tills vätskan kokat bort och kanterna fått gyllene fläckar. Ta en stor gryta, inte en stekpanna: ett kilo strimlad kål är nästan fyra liter innan den sjunker ihop, och i en vanlig panna ångar den bara.
Den mörka sirapen är till för att bryna kålen, inte för att göra rätten söt. Tillsätt den först när kålen redan mjuknat, annars bränner den fast. Sötman dämpar också beskan.
Grunden i receptet: 500 g blandfärs, en gul lök, ett ägg, 1 dl ströbröd som fått svälla i 1 dl mjölk, salt, torkad mejram och peppar. Vill man ha mer tuggmotstånd kan ströbröd och mjölk bytas mot två deciliter kokt ris; båda varianterna finns i klassiska recept.
Låt kålen svalna till rumstemperatur innan den blandas med den råa färsen, pensla ytan med lite sirap och grädda på 175 grader i 45–60 minuter. Eftersom det är malet kött ska mitten hålla 70 grader, så en stektermometer är det enda säkra sättet. Låt den vila tio minuter så att bitarna håller ihop.
Tillbehören är halva rätten: kokt potatis, en enkel sås på grädde, lite vetemjöl och en skvätt soja, och framför allt rårörda lingon, vars syra bryter av mot sirapens sötma. Det bästa av allt är att kålpudding blir lika god uppvärmd, så laga gärna dubbelt och frys in portionsbitar.
Källa: Metro Mode
ในฐานะคนที่หลงใหลในการทำอาหารและเป็นลูกสาวของคนทางตอนใต้ของอิตาลี ฉันเชื่อเสมอว่าอาหารที่สวยงามที่สุดคืออาหารที่ไม่เคยตกยุค ในปี 2025 อาหารอิตาเลียนได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้โดย UNESCO ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกตื้นตันใจ เพราะเป็นการยกย่องความรู้ ทักษะ และความอบอุ่นที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ในบล็อกนี้ ฉันรวบรวมอาหารคลาสสิกยอดนิยมที่ควรลองอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ตั้งแต่ตอนเหนือจรดตอนใต้ เริ่มต้นจากซอสและน้ำซอสที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน เช่น รากูแบบโบโลญญาที่เคี่ยวช้าๆ ในวันอาทิตย์, อมาทริเชียนา, คาร์โบนาร่าเนื้อครีมที่ไม่ใส่ครีม, เพสโต้แบบเจนัว และพัตตาเนสกาที่ทำจากวัตถุดิบที่เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์
นอกจากนี้ยังมีพาสต้าสดและญอกกิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันรักมาก เช่น ลาซานญ่า, ญอกกิจากมันฝรั่ง, คาเวตเตลลี, คูร์กิโอเนสจากซาร์ดิเนีย และมาเครโรนีแบบดั้งเดิมจากซิซิลี ทุกภูมิภาคมีสูตรอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมักเกิดจากอาหารที่เรียบง่ายและการไม่ทิ้งวัตถุดิบใดๆ เช่น พาซซาเทลลีในน้ำซุป หรือพาสต้ากับปลาซาร์ดีนและผักโขม
สิ่งที่พิเศษคือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเชฟ เพียงแค่ใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย ความอดทน และกลิ่นหอมที่อบอวลไปทั่วบ้าน สำหรับฉัน การทำอาหารเหล่านี้เหมือนกับการย้อนกลับไปเป็นเด็กน้อยในครัวกับคุณยาย
แหล่งที่มา: GialloZafferano
ตอนนี้ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงแล้ว ฟักทองกลับมาวางขายทั่วร้านค้า Sandra Waterschoot จาก Leuke Recepten รวบรวมสูตรฟักทองที่เธอชอบ 14 สูตรเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2026 และฉันคิดว่ารายการนี้เป็นแหล่งไอเดียที่ดี เธอบอกว่าฟักทองใช้ได้หลากหลาย มีประโยชน์ และเก็บได้นาน
รายการเริ่มจากเมนูคลาสสิก ได้แก่ ซุปฟักทอง และแกงบัตเตอร์นัตสควอชกับการัมมาซาลา กะทิ และถั่วเลนทิล หลังจากนั้นก็หลากหลายขึ้น เช่น ริซอตโตฟักทองย่างที่บดบางส่วนให้เนียน ลาซานยาฟักทองกับผักโขม พริกหยวก และริคอตตา และพาสตาฟักทองย่างกับวอลนัทและใบเสจ ฟักทองยัดไส้อบเตาที่ใส่เห็ดกับไก่ ควิชฟักทองกับผักโขม พีแคน และชีสแพะ รวมถึงพิซซ่าแผ่นบนแป้งพัฟที่โรยฟักทองกับชีสแพะก็น่ากินเช่นกัน ถ้าอยากลองอะไรแปลก ๆ ก็มีชักชูกาฟักทอง และมันบดกับใบเสจและชีสแพะ
เคล็ดลับเรื่องพันธุ์ก็มีประโยชน์ บัตเตอร์นัตเนื้อครีมและมีกลิ่นถั่ว ปอกเปลือกง่าย จึงเป็นพันธุ์ที่ซานดรารักที่สุด ฮอกไกโดเปลือกรับประทานได้และรสหวานกว่าเล็กน้อย กาโบจะเขียวเนื้อแน่น เหมาะกับแกงและสตูว์ ส่วนฟักทองฮาโลวีนลูกใหญ่สีส้มรับประทานได้ แต่รสชาติอ่อนกว่า
สำหรับการจับคู่ เธอแนะนำชีสนุ่มอย่างชีสแพะและเฟตา เครื่องเทศและสมุนไพรอย่างอบเชย ยี่หร่า ลูกจันทน์ ใบเสจ ขิง ใบกระวาน และไทม์ ถั่วและเมล็ดพืช และของสดชื่นอย่างมะนาวเขียว แอปเปิล หรือโยเกิร์ต เคล็ดลับของเธอเองคือแช่ฟักทองหั่นลูกเต๋าในช่องแช่แข็งไว้ เพื่อใช้กับซุป สตูว์ ริซอตโต และผัดได้ทันที รายการที่ดีสำหรับปิดท้ายฤดูกาลนี้
แหล่งที่มา: Leuke Recepten
พอถึงฤดูใบไม้ร่วงฉันก็อยากซื้อเกาลัดทุกที แต่ถ้าได้มาเยอะเกินไปในคราวเดียวก็กินไม่หมด Delish Kitchen มีบทความที่สรุปวิธีเก็บและเตรียมเกาลัดทั้งในตู้เย็นและช่องแช่แข็ง ฉันจึงอยากจดประเด็นสำคัญไว้ บทความนี้ผ่านการตรวจโดยนักโภชนาการและลงวันที่ 6 ตุลาคม 2026
หลักการพื้นฐานง่ายมาก ถ้าจะใช้ภายในไม่กี่วันให้เก็บในตู้เย็น ถ้ากินไม่ทันให้แช่แข็ง ไม่ว่าแบบไหนก่อนเก็บให้คัดเกาลัดที่มีรูออกและเช็ดผิวให้แห้งสนิท เกาลัดที่เปลือกมีรูหรือจุดเล็กๆ อาจมีแมลงอยู่ข้างใน ส่วนเกาลัดที่ลอยน้ำก็อาจเสียแล้ว จึงควรทิ้งไป
วิธีเก็บในตู้เย็นมีสามขั้นตอน หนึ่ง ตรวจดูว่าไม่มีรู สอง ต้มน้ำในหม้อให้เดือดจัด ใส่เกาลัดลงไป ปิดไฟแล้วทิ้งไว้หนึ่งนาทีแล้วจึงเทน้ำออก สาม วางบนกระดาษครัวจนเกาลัดเย็นและความชื้นระเหยไป เช็ดน้ำที่เหลือ ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์แล้วใส่ตู้เย็น บทความไม่ได้ระบุจำนวนวันที่เก็บในตู้เย็นชัดเจน บอกเพียงให้กินให้เร็วที่สุด
สำหรับการแช่แข็ง ให้ปอกเปลือกแข็งด้านนอกและเยื่อบางด้านในออกก่อน ถ้าจะแช่แข็งแบบดิบ ให้แช่เกาลัดที่ปอกแล้วในน้ำประมาณ 5 นาที แล้วกรองให้แห้ง ซับให้แห้ง วางเรียงเป็นชั้นเดียวในถุงแช่แข็งแล้วไล่อากาศออก ถ้าจะแช่แข็งหลังต้ม ให้ต้มด้วยไฟปานกลางประมาณหนึ่งชั่วโมงในน้ำที่ท่วมเกาลัด แล้วพักให้เย็น ปอกเปลือก และบรรจุแบบเดียวกัน บทความเตือนว่าเกาลัดที่ต้มแล้วต้องอุ่นให้ร้อนก่อนกิน และให้ระยะเวลาเก็บประมาณหนึ่งเดือน สำหรับการเก็บนานขึ้นยังมีวิธีโรยน้ำตาลหรือเกลือเพื่อป้องกันการไหม้จากความเย็น
เคล็ดลับเพิ่มเติม ถ้าแช่แข็งเกาลัดทั้งเปลือกแล้วจุ่มน้ำร้อนสักครู่ เปลือกด้านนอกจะนิ่มขึ้นและเยื่อด้านในจะหลุดง่ายขึ้น เกาลัดที่ปอกแล้วควรแช่น้ำทันทีเพื่อลดความฝาด ฉันรู้สึกว่าการปอกเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดมาตลอด จึงอยากจำเคล็ดลับนี้ไว้
ที่มา: Delish Kitchen
สูตรกอซเลเมไส้มะเขือยาวที่อัปเดตในเดือนกันยายน 2026 บน Nefis Yemek Tarifleri ดึงดูดความสนใจของฉัน สูตรนี้แชร์โดยผู้ใช้ชื่อ mutfaktutkunu0 ทำได้ 4-6 คน ใช้เวลาเตรียมประมาณ 35 นาที และทำอาหาร 25 นาที ทำบนซาจ กระทะเหล็กทรงโค้งของตุรกี
ไส้ต้องใช้มะเขือยาวใหญ่ 3 ลูก หัวหอมใหญ่ 1 หัว กระเทียม 1 กลีบ พริกหยวกเขียว 3 เม็ด และพริกคาปยา 2 เม็ด ผัดหัวหอม กระเทียม และพริกในน้ำมันมะกอกครึ่งถ้วย จากนั้นใส่มะเขือยาวหั่นลูกเต๋าลงไป ปิดฝาเคี่ยวจนนุ่ม ปรุงรสด้วยเกลือ พริกปาปริกา พริกป่นเกล็ด และพริกไทยดำ ยกลงจากเตาแล้วพักให้เย็นในชามอีกใบ ฉันคิดว่ารายละเอียดนี้สำคัญ เพราะไส้ร้อนจะทำให้แป้งขาดตอนรีด การทำให้เย็นจึงเป็นเคล็ดลับ
แป้งใช้แป้งสาลี 4 ถ้วย เกลือ 1 ช้อนชา และน้ำอุ่นพอให้ได้แป้งเนื้อปานกลาง พักแป้ง 15 นาที แล้วแบ่งเป็นก้อนขนาดส้มแมนดาริน แต่ละก้อนรีดให้บาง วางไส้ตรงกลาง ทาน้ำที่ขอบแล้วปิดให้สนิท ตัดแป้งส่วนเกินทิ้ง นำไปย่างบนซาจทั้งสองด้าน แล้วทาเนยเสิร์ฟ
รายการวัตถุดิบไม่ยาวนัก แต่ผลลัพธ์ดูเหมือนเมนูคลาสสิกประจำบ้านจริง ๆ เป็นไอเดียดีที่จะลองทำช่วงปลายฤดูมะเขือยาว และฉันชอบการเติมเนยเป็นขั้นสุดท้ายเป็นพิเศษ
แหล่งที่มา: Nefis Yemek Tarifleri
การทอดเป็นวิธีที่คุ้นเคยกันดี แต่ก็ไม่ได้ออกมาดีทุกครั้ง ฉันอ่านบทความของ VnExpress ซึ่ง Nhật Minh เรียบเรียงจากข่าวของ ABC.net.au โดยมีความเห็นของ Tom Milligan ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของโรงเรียนสอนทำอาหาร Le Cordon Bleu ในออสเตรเลีย มีหลายจุดที่น่าจดไว้
ก่อนอื่นคือวิธีทอดสี่แบบ การผัดกระทะใช้น้ำมันน้อยและพลิกอาหารให้สุกทั่วทั้งสองด้าน เหมาะกับสเต็ก อกไก่ และไส้กรอก การผัดแบบวกไวทำโดยคนตลอดเวลา ปกติ 5 ถึง 10 นาที ถ้าผัดนานเกินไปวัตถุดิบจะเละ การทอดน้ำมันน้อยใช้น้ำมันแค่ท่วมก้นอาหาร ทำให้ของที่คลุกเกล็ดขนมปังกรอบ การทอดน้ำมันท่วมจะจุ่มอาหารลงในน้ำมันร้อนทั้งหมด เหมาะกับของชุบแป้งและมันฝรั่งทอด
ต่อมาคือเคล็ดลับหลักห้าข้อ ข้อแรก อุ่นกระทะก่อนใส่น้ำมัน และใส่วัตถุดิบเมื่อน้ำมันร้อนแล้วเท่านั้น ไม่งั้นอาหารจะดูดน้ำมันและนิ่ม ข้อที่สอง อย่าใส่ทีละมากเกินไป เพราะอุณหภูมิจะลดลง และน้ำที่ออกมาจะทำให้อาหารกลายเป็นตุ๋นแทนที่จะทอด ข้อที่สาม ใส่สมุนไพร หอมใหญ่ หรือกระเทียมในช่วงท้าย เมื่ออาหารเกือบสุกแล้ว เพื่อไม่ให้ไหม้ ข้อที่สี่ ใช้ความร้อนที่เหลือ เมื่ออาหารเกือบสุก ยกกระทะออกจากเตา แล้วปล่อยให้ความร้อนที่เหลืออยู่ทำให้สุกต่อ เมนูผัดกระทะจะดีขึ้นถ้าเติมน้ำมะนาวนิดหน่อยตอนท้าย และควรพักเนื้อให้อยู่นอกกระทะอย่างน้อย 2 ถึง 3 นาทีก่อนเสิร์ฟ ข้อที่ห้า สังเกตสีและกลิ่น อาหารทอดที่ดีจะมีสามโทน คือเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม และน้ำตาลเข้มตรงที่แนบกระทะมากที่สุด และกลิ่นคล้ายเกาลัดบอกว่าได้สีทองที่ต้องการแล้ว
บทความไม่ได้บอกอุณหภูมิน้ำมันที่แน่นอน ฉันจึงจะดูสีและกลิ่นตามที่แนะนำ สิ่งที่ฉันจำได้มากที่สุดคือความอดทน คืออุ่นกระทะให้ร้อนพอ และอย่าเร่งใส่อาหารเพิ่ม
ที่มา: VnExpress
Deb Perelman จาก Smitten Kitchen เปิดสูตรล่าสุดของเธอด้วยการบ่นเรื่องเครื่องเทศฟักทองและของตกแต่งฮาโลวีนที่โผล่มาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน ทั้งที่อากาศยังร้อนอยู่ คำตอบของเธอคือยื้อมะเขือเทศฤดูร้อนให้ได้นานที่สุด และผลลัพธ์คือริซอตโตมะเขือเทศที่น่าสนใจสำหรับฉัน แม้ฉันจะอ่านเท่านั้น
ไอเดียมาจากมะเขือเทศยัดข้าวของเธอ เธออยากให้ไส้ข้าวเป็นอาหารจานหลักของตัวเอง จึงขูดมะเขือเทศเนื้อสุกราว 900 กรัมให้เป็นเนื้อเหลว แล้วสร้างริซอตโตบนนั้นด้วยหัวหอม กระเทียม และไวน์ขาว เธอหุงด้วยน้ำแทนน้ำซุป ไม่ต้องคนตลอดเวลา และไม่ใส่เนยหรือชีสมากนัก
วิธีทำเรียบง่าย เธอทอดหอมแดงหั่นแผ่นในน้ำมันมะกอกจนเป็นสีทองเข้มและกรอบ แบ่งครึ่งไว้บนกระดาษทิชชู แล้วผัดกระเทียมในหม้อพร้อมหัวหอมที่เหลือ จากนั้นคั่วข้าวอาร์บอริโอ คาร์นาโรลี หรือข้าวซูชิหนึ่งถ้วย ตามด้วยไวน์ประมาณหนึ่งในสามถ้วยเพื่อดีกลาซ แล้วใส่เนื้อมะเขือเทศและน้ำประมาณสองถ้วย ปิดฝาหม้อแล้วอบที่ 175°C (350°F) นาน 25 ถึง 30 นาที ตอนท้ายคนสักสองสามนาทีจนเนื้อครีมมี ใส่เนยหรือน้ำมันมะกอก แล้วโรยพาร์เมซาน ใบโหระพาฉีก และหอมแดงที่แยกไว้ ซึ่งเธอเรียกว่าทางเลือกกรอบแทนเบคอนหรือพรอสชูต
สูตรนี้ทำได้ 4 คนใช้เวลาประมาณ 50 นาที ตามโน้ตของเธอ เครื่องปั่นผักกรองสามารถใช้แทนที่ขูดได้ และสูตรนี้เป็นมังสวิรัติได้หากตัดเนยและชีสออก สิ่งที่ฉันชอบที่สุดคือการปล่อยให้เตาอบทำหน้าที่คน เพื่อคืนเวลาให้คนทำอาหารในเย็นที่วุ่นวาย
แหล่งที่มา: Smitten Kitchen
เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง ฟักทองก็กลับเข้ามาอยู่ในรายการซื้อของของฉันอีกครั้ง วันนี้ฉันสะดุดตากับสูตรจาก Directo al Paladar ที่เปลี่ยนวัตถุดิบแบบดั้งเดิมไปหนึ่งอย่าง ผู้เขียน ลิเลียนา ฟุคส์ เล่าว่าซุปครีมฟักทองที่เธอชอบไม่มีมันฝรั่งอีกแล้ว แต่ใช้ผักที่ในสเปนยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแทน นั่นคือกะหล่ำปม
กะหล่ำปม หรือที่เรียกว่า โคลราบี เป็นพืชในวงศ์กะหล่ำ เป็นญาติกับกะหล่ำดอก กะหล่ำปลี และบรอกโคลี กะหล่ำปมให้รสดีที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง เช่นเดียวกับฟักทอง ดังนั้นการจับคู่สองอย่างนี้จึงเหมาะกับฤดูกาล ตามบทความ กะหล่ำปมมีคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่ามันฝรั่ง เบากว่า และมีวิตามินซี แร่ธาตุ และใยอาหารมากกว่า
วัตถุดิบที่กล่าวถึงได้แก่ ฟักทอง กะหล่ำปม หัวหอมหรือต้นหอมลีก และถ้าต้องการก็ขิง สามารถเพิ่มเครื่องเทศอื่น ผักชี ลูกจันทน์ หรือกระเทียมได้ตามชอบ บทความไม่ได้ระบุปริมาณหรือขั้นตอนโดยละเอียด ทุกคนจึงปรับตามวิธีของตัวเองได้ สิ่งที่ชัดเจนคือซุปนี้ให้ความอิ่ม อบอุ่น และเบา เหมาะทั้งเป็นอาหารจานแรกและเป็นมื้อเย็น
ในการเสิร์ฟ ผู้เขียนไม่ใช้ผลิตภัณฑ์นมในเวอร์ชันของเธอ แต่แนะนำตัวเลือกบางอย่าง เช่น ครีมสด โยเกิร์ตธรรมชาติ ชีสสด หรือชีสแพะ และแนะนำให้เสิร์ฟคู่กับของกรอบ เช่น ครูตองหรือแครกเกอร์เมล็ดพืช เพื่อให้เนื้อสัมผัสต่างกัน
ฉันชอบแนวคิดการใช้ผลผลิตตามฤดูกาลที่มักถูกมองข้ามในตลาด ครั้งหน้าที่เห็นกะหล่ำปมที่ร้านผัก ฉันคิดว่าจะหิ้วกลับบ้านสักลูกแล้วลองทำการผสมผสานนี้ดู
ที่มา: Directo al Paladar
หลายคนบ่นว่าไก่จืดชืดไม่ว่าจะปรุงรสมากแค่ไหนก็ตาม ฉันอ่านบทความของ Mohamed Salah ในเว็บ Al Jazeera Net ซึ่งอธิบายสาเหตุและเสนอหกขั้นตอนที่ทำได้จริง ขอสรุปไว้ตรงนี้
บทความเริ่มจากการชี้ว่า อกไก่ไม่มีกระดูกและไม่มีหนัง แม้จะราคาแพง ก็ยังเป็นส่วนที่มีคนต้องการมากที่สุดในโลก เพราะแคมเปญการตลาดในทศวรรษ 1980 ที่โปรโมตว่าเป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและไม่มีไขมัน สาเหตุที่ลึกกว่าคือการเลี้ยงแบบเข้มข้น สายพันธุ์สมัยใหม่ถูกเลี้ยงในพื้นที่แคบและให้อาหารที่ออกแบบมาเพื่อโตเต็มที่ภายในไม่กี่สัปดาห์ ผลคือไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างกล้ามเนื้อซึ่งเป็นตัวพารสชาติส่วนใหญ่ลดลง ในขณะที่ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น เนื้อจึงแฉะและปล่อยน้ำออกมามากเวลาปรุง
บทความแนะนำน่องไก่ ปีกไก่ และสะโพกที่ราคาถูกกว่า รสชาติเข้มกว่า และยังชุ่มฉ่ำในทุกวิธีการปรุง ขั้นตอนทั้งหกมีดังนี้ หนึ่ง เลือกไก่ที่เลี้ยงแบบดั้งเดิม ถ้าได้ก็ควรเป็นไก่ปล่อยทุ่ง และปรุงชิ้นส่วนพร้อมกระดูกและหนัง สอง หมักเครื่องปรุงล่วงหน้าอย่างใจกว้างด้วยเกลือ พริกไทยดำ กระเทียม paprika รมควัน ขิง โยเกิร์ต น้ำมันมะกอก น้ำมะนาว และไทม์ สาม แช่ในตู้เย็น 30 นาทีถึง 3 ชั่วโมงในน้ำหมักที่มีกรด สี่ ใส่เกลือก่อนปรุง เพราะเกลือช่วยรักษาความชื้น การโรยเครื่องเทศหลังปรุงเสร็จไม่ได้ให้ผลเช่นนั้น ห้า เติมไขมัน เช่นน้ำมันมะกอก โยเกิร์ตธรรมชาติไขมันเต็ม ทาฮินีแบบเต็มเมล็ด หรือเนยสักก้อน หก เลือกวิธีปรุงให้เหมาะ การต้มหรือนึ่งทำให้รสจืดลง จึงควรทอดให้เหลืองแล้วปรุงจนอุณหภูมิภายในประมาณ 75 องศาเซลเซียส แล้วพักไว้สักครู่
ถ้าอาหารจืดไปแล้ว บทความแนะนำให้ช่วยด้วยซอสหรือน้ำซุปเข้มข้น ฉีกเป็นเส้นใส่แกงกะหรี่หรือทาจีน ผสมกับเพสโต หรือใส่ในพาสต้าครีมหรือทาโก้ ฉันชอบคำแนะนำนี้เพราะทำง่ายและไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ
ที่มา: Al Jazeera Net
บาตาโกร์ ขนมขบเคี้ยวจากบันดุง ที่ชื่อแปลว่า "ลูกชิ้นปลาและเต้าหู้ทอด" เพิ่งได้รับข่าวดี detikFood รายงานว่า TasteAtlas 2026 จัดให้อยู่อันดับ 2 ในรายชื่อ 100 อาหารทอดยอดนิยมของโลกประจำปี 2026 ด้วยคะแนน 4.4 จาก 5 ในฐานะคนที่ชอบของทอด ฉันอยากจดสูตรไว้หลังจากอ่านข่าวนี้
สูตรนี้มาจากผู้เขียน Yenny Mustika Sari ทำได้ 2 ที่ และทำไม่ยาก แป้งต้องใช้แป้งมันสำปะหลัง 200 กรัม แป้งสาลี 150 กรัม เต้าหู้ขาวหั่นเต๋า 1 ก้อน ไข่แดง 1 ฟอง ผงปรุงรสซุปเล็กน้อย และต้นหอมซอย 2 ต้น เครื่องแกงที่ต้องโขลกให้ละเอียดใช้หอมแดง 4 หัว กระเทียม 2 กลีบ พริกไทยขาวป่นครึ่งช้อนชา และเกลือกับน้ำตาลตามชอบ
ซอสถั่วลิสงให้ทอดพริกแดง 3 เม็ด กระเทียม 2 กลีบ และถั่วลิสงหนึ่งกำมือก่อน แล้วโขลกรวมกับน้ำตาลปาล์ม 1 ช้อนโต๊ะ เกลือ น้ำตาล และน้ำเล็กน้อย
วิธีทำ: แช่เต้าหู้ในน้ำเกลือ 5 นาที โขลกเครื่องปรุงให้ละเอียดแล้วผสมกับแป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง ต้นหอม และไข่แดง ค่อยๆ เติมน้ำแล้วคนจนแป้งข้นและเหนียวนิดหน่อย ตั้งน้ำมันไฟกลาง จุ่มเต้าหู้ในแป้งแล้วทอดจนเหลืองกรอบและสุกทั่วถึงข้างใน จากนั้นตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ เสิร์ฟพร้อมซอสถั่วลิสง ซีอิ๊วหวาน และซัมบัล
บทความยังมีเคล็ดลับที่ใช้ได้จริง คือทำแป้งโดยไม่ใส่ปลาก็ได้ ซึ่งทำให้ง่ายขึ้น ฉันคิดว่าเหมาะกับการทำอาหารที่บ้านมาก และตั้งใจจะลองทำในสุดสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยู่ไกลจากบันดุงและคิดถึงขนมนี้
ที่มา: detikFood
China News Service นำคำเตือนเรื่องการเก็บรักษาอาหารจากบริการกระจายเสียงฉุกเฉินแห่งชาติมาเผยแพร่ซ้ำเมื่อไม่นานมานี้ ใจความคือไม่ควรล้างไข่ก่อนนำไปเก็บ เหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มคือที่เมืองเซิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิง ซึ่งครอบครัวสามคนป่วยพร้อมกันหลังกินไข่คน การสอบสวนพบว่าสาเหตุคือไข่เสีย และที่ไข่เสียก็เพราะถูกล้างก่อนเก็บ บทความนี้มี ซุน จิง นักวิจัยจากสถาบันวิทยาศาสตร์การเกษตรมณฑลหูเป่ย เป็นผู้อธิบาย
หลักการนี้ไม่ซับซ้อน ผิวเปลือกไข่มีชั้นป้องกันเป็นวุ้นที่ละลายน้ำได้ ช่วยกันแบคทีเรียและเชื้อราไม่ให้เข้าไปข้างในและลดการระเหยของความชื้น เมื่อล้างหรือแช่น้ำ ชั้นนี้จะถูกทำลาย และจุลินทรีย์อย่างซัลโมเนลลาอาจเข้าไปในไข่ได้ แม้อยู่ในตู้เย็นไข่ที่ล้างแล้วก็เสียเร็วกว่ามาก หากล้างไปโดยไม่ตั้งใจ ควรปรุงให้เร็วที่สุด หรือแช่เย็นแล้วกินให้หมดภายในสามวัน
แล้วถ้าเปลือกสกปรกล่ะ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ผ้าแห้งหรือกระดาษทิชชูแห้งเช็ดสิ่งสกปรกที่หลุดลอกออกง่ายอย่างเบามือ หากมีมูลหรือคราบเลือดมาก อาจแปลว่าไข่นั้นไม่สดตั้งแต่แรก จึงควรหลีกเลี่ยงการซื้อ ตอนเลือก ควรเลือกแบรนด์ใหญ่ที่รู้จักจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่น่าเชื่อถือ และวันที่ผลิตยิ่งใกล้ยิ่งดี สำหรับไข่คละที่ไม่มีวันที่ มีวิธีตรวจง่ายๆ สองอย่าง ลองสัมผัสเปลือก ถ้าลื่นเกินไปแสดงว่าชั้นป้องกันเกือบหมดแล้วและความสดลดลง ลองเขย่าไข่ใกล้หู ไข่สดแทบไม่มีเสียง ส่วนไข่ที่เก่ากว่า ซึ่งไข่ขาวเหลวลงและไข่แดงขยับไปมา จะมีเสียงกระฉอกเบาๆ
มีกฎเรื่องการเก็บรักษาอีกหลายข้อ ไม่ควรแช่แข็งไข่ เพราะไข่แดงจะแข็งตัวและเปลือกอาจแตกได้ ไม่ควรวางรวมกับอาหารอื่น เพราะเปลือกมีเชื้อโรคและสิ่งสกปรกมาก จึงควรแยกออกมาก่อนใส่ตู้เย็นเพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม วางไข่โดยให้ปลายด้านกว้างอยู่ด้านบน เพื่อให้ช่องอากาศอยู่ข้างบน ไข่แดงจะจมลงไปชิดเปลือกและเสียได้น้อยลง ในช่องคงความสดของตู้เย็นที่อุณหภูมิ 0 ถึง 4 องศาเซลเซียส ไข่สดทั่วไปมักเก็บได้หนึ่งถึงสองเดือน
สิ่งที่ฉันเห็นว่าเป็นประโยชน์ที่สุดในบทความนี้คือการอธิบายเหตุผลของนิสัยที่เราทำจนเป็นเรื่องปกติ เมื่อไข่ดูสกปรกเรามักอยากล้าง แต่ขั้นตอนนั้นแหละที่ก่อปัญหามากที่สุด ครั้งหน้าก่อนเอาไข่เข้าตู้เย็น ลองนึกถึงประโยคนี้: อย่าล้างเปลือกไข่ก่อนเก็บเด็ดขาด
ที่มา: China News Service
ทันทีที่ตอนเย็นเริ่มเย็นลง ฉันก็หยิบหม้อเหล็กหล่อออกมาใช้อีกครั้ง สัปดาห์นี้ฉันทำตามสูตรเบิฟบูร์กิญงเวอร์ชันเยี่ยม ๆ ที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนตุลาคม: เนื้อไหล่ (ปาเลอรง) และเนื้อสะโพก (ฌีต อา ลา นัว) ไวน์ปิโนต์นัวร์จากเบอร์กันดี ลาร์ดงรมควัน และเห็ดผัดเนยจนเหลืองทอง
เคล็ดลับไม่ได้อยู่ที่ความยาก แต่อยู่ที่ความช้า หมักไว้ 12 ถึง 24 ชั่วโมงกับแครอท หัวหอมเสียบกานพลู กระเทียม และบูเกต์การ์นี วันรุ่งขึ้นสะเด็ดน้ำเนื้อให้แห้งดี (ไม่อย่างนั้นเนื้อจะเดือดแทนที่จะเป็นสีทอง) ผัดลาร์ดง จี่เนื้อชิ้นลูกเต๋าบนไฟแรง โรยแป้ง เทน้ำหมักที่กรองแล้วลงไป แล้วปล่อยให้เคี่ยวอ่อน ๆ สามชั่วโมงที่ 150 °C
สิ่งที่ทำให้ฉันเชื่อมั่น: คู่หูเนื้อไหล่ (นุ่มละลาย) / เนื้อสะโพก (คงรูป) และแนวคิดที่ว่าอย่าทำอาหารด้วยไวน์ที่คุณเองไม่อยากดื่ม เห็ดทำแยกต่างหากให้ได้สีสวย แล้วค่อยใส่ลงหม้อตอนใกล้เสร็จเท่านั้น พักไว้นอกเตาสิบห้านาที แล้วซอสจะข้นขึ้นเอง
ฉันเสิร์ฟคู่กับมันบดเนยเค็มอ่อน ๆ หรือทาลิอาเตลเลสด และใช่ วันรุ่งขึ้นอร่อยกว่าเดิมอีก ถ้าคุณกำลังมองหาอาหารฤดูใบไม้ร่วงที่หอมกลิ่นเบอร์กันดีจริง ๆ จานนี้คุ้มค่ากับความอดทน
ที่มา: Délice et Gastronomie