นาฬิกาวินเทจ
กลไกแบบเครื่องจักร การซ่อมบำรุง และการดูของปลอม
ผู้ดูแลกระทู้:
ยังไม่มีผู้ดูแล
· การเลือกตั้งผู้ดูแล
ในฐานะที่เป็นนักสะสมนาฬิกา ผมติดตามนาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่นำกลับมาผลิตใหม่ทุกปี และการจัดอันดับล่าสุดของนิตยสาร GQ France ได้จุดประกายความสนใจใหม่ๆ ให้กับผม หลักการคือการนำจิตวิญญาณของยุค 60-70 กลับมา แต่หลีกเลี่ยงปัญหาของนาฬิกาโบราณแท้ๆ เช่น ความเปราะบาง ค่าบำรุงสูง และอะไหล่หายาก
นาฬิกาที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษในกลุ่มนี้คือ Breitling Navitimer B09 "Miles Davis" ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟแบบขึ้นลานด้วยมือ ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือน และอ้างอิงจากรุ่น 806 ที่นักดนตรีชื่อดังใส่ นอกจากนี้ ผมยังชอบ Seiko Prospex Alpinist ซึ่งเป็นนาฬิกาสำหรับนักปีนเขาที่เปิดตัวในปี 1959 และกลับมาพร้อมกับโลโก้ดั้งเดิมและขอบหน้าปัดแบบเข็มทิศ ในราคาไม่เกิน 1,000 ยูโร
สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับนาฬิกาดีไซน์คลาสสิกที่นำกลับมาผลิตใหม่เหล่านี้คือ มันบอกเล่าเรื่องราว เช่น TAG Heuer Carrera รุ่นสีทอง ซึ่งเป็นเกียรติแก่ผู้ขับขี่ Ferrari ในยุค 70, Tissot Visodate ปี 1954 หรือ Zenith Chronomaster Revival El Primero A384 ซึ่งทำออกมาให้เหมือนต้นฉบับปี 1969 ทุกมิติ
และยังมีเหตุผลด้านการลงทุนด้วย นาฬิกาประเภทนี้ หากเลือกอย่างดี อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา สรุปแล้ว รายการนาฬิกาที่ผมอยากได้จึงยาวขึ้นอีก และกระเป๋าเงินของผมเริ่มสั่นระริกแล้ว
อ้างอิงจาก: GQ France
นาฬิกาส่วนใหญ่เป็นทรงกลม ทั้งตัวเรือนกลม หน้าปัดกลม และชิ้นส่วนกลไกทรงกลมอีกมากมายอยู่ข้างใต้ แต่ช่วงหลังนี้บุคคลมีชื่อเสียงเริ่มทำลายกรอบนี้ แฮร์รี สไตล์ส สวม Cartier Tank Louis คอนเนอร์ สตอรี หยิบ Jaeger-LeCoultre Reverso ออกมาในงานแฟชั่นโชว์ และนาฬิกาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสำหรับงานทางการก็ไม่ถูกตั้งคำถามอีกแล้วบนพรมแดง ตามบทความของ GQ สิ่งที่จะมาต่อไปคือทรงสามเหลี่ยม
นาฬิกาแบบนี้หายากในตลาด แต่ตัวอย่างที่ดีก็มีเหตุผลหนักแน่น Anoma A1 ที่มีตัวเรือนสามเหลี่ยมมุมมน ได้แรงบันดาลใจจากโต๊ะรูปทรงอิสระที่ชาร์ล็อตต์ เพอร์เรียนด์ออกแบบในทศวรรษ 1950 ถูกยกให้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในช่วงหลัง นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึง Angles Triscope และ Nectere Eclipse ด้วย
สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของฉันจริง ๆ คือผู้บุกเบิก Hamilton Ventura ที่ริชาร์ด อาร์บิบออกแบบ ปรากฏตัวในปี 1957 ในฐานะนาฬิกาข้อมือไฟฟ้าเรือนแรกของโลก และเกือบเจ็ดสิบปีต่อมามันก็ยังดูล้ำยุคอยู่ ในช่วงเวลาเดียวกัน Gilbert Albert ได้ออกแบบ Patek Philippe ทรงสามเหลี่ยม รุ่นอ้างอิง 3412 ทำจากทองคำ 18 กะรัต และผลิตออกมาเพียงไม่กี่เรือน
แล้วทำไมวงกลมจึงชนะ ผู้เชี่ยวชาญในบทความบอกง่าย ๆ ว่าเพราะมันใช้งานได้ดี วงกลมสมมาตร ผลิตง่าย เข้ากับกลไกทรงกลมได้อย่างเป็นธรรมชาติ และสวมสบายที่ข้อมือ ส่วนทรงสามเหลี่ยมนั้นยากกว่าในการยึดสายนาฬิกา จัดวางหน้าปัด และซีลมุมให้เรียบร้อย
สำหรับคนที่ชื่นชอบนาฬิกาวินเทจ ฉันคิดว่าบทความนี้ให้มุมมองที่ดีในการคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่างรูปทรงกับกลไก
แหล่งที่มา: GQ Türkiye
HODINKEE Japan เผยแพร่บทความเกี่ยวกับการกลับไปเยือนเวิร์กช็อปของช่างนาฬิกาอิสระ ฟิลิป ดูฟูร์ หลังจากการเยือนครั้งก่อนผ่านไป 13 ปี เป็นการแปลจากบทความที่เผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมิถุนายนบน HODINKEE US เวิร์กช็อปตั้งอยู่ที่ Le Solliat ในหุบเขาฌู ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดูฟูร์ทำงานเป็นช่างนาฬิกามากกว่า 59 ปี และยังคงทุ่มเทความหลงใหลทั้งหมดให้กับการสร้างนาฬิกา ลูกสาวของเขาชื่อดานิเอลาก็ทำงานกับนาฬิกาในเวิร์กช็อปเดียวกันนี้
บนโต๊ะทำงานมีนาฬิกาที่กำลังผลิตวางอยู่ และรุ่นที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่าง Simplicity ก็ยังคงผลิตอยู่ ไม่มีรายชื่อรอคิว รับออเดอร์เมื่อมีเวลาและพื้นที่เพียงพอเท่านั้น สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดคือ Simplicity ต้องจดจำได้ในแวบเดียวจากตัวเรือนขนาด 37 มม. ขณะนี้มีการผลิตคาลิเบอร์ 6 ชุด และเสร็จสมบูรณ์แล้ว 2 ชุด
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมคือ ส่วนใหญ่ของบทความอุทิศให้กับนาฬิกาพก มีการนำเสนอนาฬิกานักเรียนที่ผลิตในปี 1967 ในโรงเรียนช่างนาฬิกา โครโนกราฟและมินิทรีพีตเตอร์ของวอลแทมปี 1884 และคอลเลกชันนาฬิกาพกที่นำออกมาจากตู้เซฟ บทความยังเล่าด้วยว่า Duality ที่มีลูกตุ้มสมดุลสองชุดได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกานักเรียนที่นักเรียนหกคนสร้างขึ้นที่โรงเรียนช่างนาฬิกา Le Sentier ระหว่างปี 1932 ถึง 1934 ตัวอย่างที่ Albert Pighin ผลิตขายได้ที่ 250,000 ฟรังก์สวิสเมื่อไม่กี่ปีก่อน
Duality ผลิตออกมาเพียงสิบเรือน และมีรุ่นปรับปรุงที่สำเร็จแล้วเช่นกัน แต่ตามมาตรฐานปัจจุบันมันซับซ้อนเกินกว่าจะผลิตจำนวนมากได้ รายละเอียดของเครื่องมือเล็กๆ ในเวิร์กช็อปก็น่าสนใจเช่นกัน เช่นการใช้ไม้เจนเชียนในการขัดขอบเหลี่ยม
นาฬิกาข้อมือประจำวันของเขาคือ Royal Oak รุ่นครบรอบ 50 ปีของ Audemars Piguet และน่ารักที่นาฬิกาส่วนใหญ่ของเขาเป็นของขวัญจากภรรยา เป็นบทความที่ควรค่อยๆ อ่านไปพร้อมภาพสถานที่ทำงานของผู้บุกเบิกงานนาฬิกาอิสระ และผมอยากให้ทุกคนที่สนใจงานนาฬิกาแบบดั้งเดิมได้อ่าน
แหล่งที่มา: HODINKEE Japan
Meistersinger ฉลองครบรอบ 25 ปีของนาฬิกาเข็มเดียว และปีนี้มีเรื่องแรกเกิดขึ้น นั่นคือนาฬิกาเรือนแรกของแบรนด์จากเมืองมึนสเตอร์ที่มีชั่วโมงกระโดด ตอนนี้ตามมาด้วยรุ่น Panthero Jumping Hour Guilloché ซึ่งเป็นรุ่นที่เน้นงานช่างฝีมือ จำกัดเพียง 25 เรือน
ใน Panthero Jumping Hour ยังมีเข็มเพียงเข็มเดียวที่หมุนอยู่ คือเข็มนาที และไม่ได้เริ่มจากกลางหน้าปัด แต่วิ่งบนวงแหวนที่แยกออกมาและติดไว้ เลขชั่วโมงจะปรากฏในช่องกลม และกระโดดไปอีกหนึ่งช่องทุก 60 นาทีพอดี ชิ้นส่วนที่หมุนหนึ่งรอบต่อวินาทีทำให้เกิดรูปดวงอาทิตย์แบบเรียบง่าย และเพิ่มความเคลื่อนไหวให้หน้าปัด
จุดเด่นของรุ่นนี้คือหน้าปัดสีฟ้าอ่อนที่สลักลายกิโยเช่ละเอียด ลวดลายอันประณีตนี้สร้างด้วยเครื่องกิโยเช่โบราณ ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์ สมาธิ และมือที่มั่นคงของช่างกิโยเช่ แสงจึงสะท้อนบนผิวเหลี่ยมได้อย่างสวยงาม วงแหวนนาที เข็ม และล้อดวงอาทิตย์เป็นสีเทาเข้ม ตัดกันชัดเจน
ตัวเรือนเป็นสแตนเลสขนาด 40.5 มิลลิเมตร ภายในทำงานด้วยกลไกอัตโนมัติ MS-JH-01 ที่พัฒนาจาก Sellita SW300 พร้อมโมดูลชั่วโมงกระโดด และมีพาวเวอร์รีเซิร์ฟ 47 ชั่วโมง ผ่านฝาหลังกระจกสามารถมองเห็นกลไกที่ตกแต่งไว้ได้ สายเป็นหนังวัวสีคอนยัคปั๊มลายจระเข้ ราคา 7,990 ยูโร และมีกำหนดส่งมอบตั้งแต่ปลายไตรมาสที่สาม
ผมชอบที่แนวคิดที่สงบและเน้นความชัดเจน ถูกผสมเข้ากับเทคนิคงานฝีมือดั้งเดิมอย่างตั้งใจ กลไกสมัยใหม่กับเครื่องจักรโบราณเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ
แหล่งที่มา: WatchTime
ข่าวน่าประหลาดใจจากวงการนาฬิกาในสัปดาห์นี้: กลุ่มพันธมิตรที่นำโดย Montres Journe ร่วมกับ Chanel และอดีตซีอีโอของ De Bethune ชื่อ Pierre Jacques ได้ซื้อหุ้น 95% ของ Ebel จาก Movado Group ในราคา 66.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Movado ยังคงถือหุ้นที่เหลือ และ Jacques จะบริหารแบรนด์เพียงลำพัง
สำหรับแฟนนาฬิกาวินเทจ Ebel เป็นชื่อที่ควรจดจำ ในทศวรรษ 1980 และ 1990 แบรนด์นี้เป็นหนึ่งในแบรนด์ใหญ่ที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ มีชื่อเสียงจากรุ่น Sport Classique ซึ่งได้ฉายาว่า "คลื่น" เพราะสายนาฬิกาแบบรวมเป็นชิ้นเดียว รุ่นนี้เปิดตัวในปี 1977 และทำให้จำนวนพนักงานของบริษัทเพิ่มขึ้นสิบห้าเท่า พร้อมรายได้ที่ก้าวไปถึงระดับเก้าหลัก Cartier ยังเคยหันมาใช้ Ebel ผลิตนาฬิกาของตนเอง และ Ebel เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของกลไก El Primero ของ Zenith
ความถดถอยเริ่มขึ้นเมื่อ Pierre-Alain Blum หลานชายของผู้ก่อตั้งขายบริษัทในปี 1994 หลังการขยายธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ Investcorp ซื้อกิจการไป ต่อด้วย LVMH และ Movado ซึ่งพยายามฟื้นฟูแบรนด์นี้อยู่สองทศวรรษแต่ไม่สำเร็จ ตอนนี้ Movado ขายในราคาใกล้เคียงกับที่จ่ายไปเมื่อราว 23 ปีก่อน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้น่าสนใจ นาฬิกา Ebel รุ่นเก่าจากยุค Sport Classique คุ้มค่าแก่การดูในตลาดวินเทจ และเจ้าของใหม่ที่จริงจังอาจเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมองนาฬิกาเหล่านี้ได้
ที่มา: SJX Watches
คำตอบว่าทำไม Vacheron Constantin 222 จึงมีชื่อแบบนี้ คือการคำนวณอย่างง่าย นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวในปี 1977 ขณะที่ Vacheron Constantin นับการก่อตั้งของตนเป็นปี 1755 ผลต่างคือ 222 ปี นาฬิกาจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 222 ปีของแบรนด์ และตัวเลขนี้จึงกลายเป็นชื่อของมัน
แบรนด์ถือว่าปี 1755 คือปีกำเนิด เมื่อ Jean-Marc Vacheron เซ็นสัญญาฝึกงานช่างนาฬิกาที่เจนีวา ด้วยเหตุนี้จึงมักถูกเรียกว่าโรงงานผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องมาโดยตลอด หลายคนเข้าใจว่า 222 ออกแบบโดย Gérald Genta แต่นั่นไม่เป็นความจริง ผู้ออกแบบคือ Jörg Hysek ซึ่งอายุ 24 ปีตอนที่นาฬิกาวางจำหน่าย เขาเคยทำงานในแผนกออกแบบของ Rolex อยู่ระยะหนึ่งก่อนจะเปิดกิจการของตัวเอง
รุ่นแรก รหัส 44018 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม. และนักสะสมเรียกว่า "Jumbo" ตัวเรือนทำจากชิ้นเดียว กลไกจึงต้องใส่จากด้านบน แล้วขันขอบที่มีร่องลึกทับลงไป ซึ่งให้ความกันน้ำได้ 120 เมตร ตัวเรือนทั้งหมดสูงเพียง 7 มม.
ความบางมาจากกลไก Vacheron Constantin ใช้คาลิเบอร์ 1120 ซึ่งพัฒนาต่อจากกลไกอัตโนมัติบางพิเศษ 920 ของ Jaeger-LeCoultre มีความหนา 3.05 มม. รวมวันที่ และตามที่แบรนด์ระบุ เป็นกลไกอัตโนมัติที่มีโรเตอร์เต็มวงบางที่สุดในโลก สายที่มีข้อกลางหกเหลี่ยมขนาดใหญ่และกางเขนมอลตาที่ตำแหน่งห้าโมงทำให้จดจำได้ง่าย
ตั้งแต่ปี 2022 นาฬิการุ่นนี้วางขายในชื่อ Historiques 222 ฉบับผลิตซ้ำ เริ่มจากทองคำสีเหลืองและตั้งแต่ปี 2025 ก็มีรุ่นสตีลด้วย ฉันชอบที่ชื่อที่ฟังเหมือนรหัสรุ่นนั้น จริง ๆ แล้วเป็นคำอวยพรวันเกิด และนี่เป็นการเตือนใจที่ดีว่า เรื่องราวเบื้องหลังนาฬิกาวินเทจมักสนุกกว่าที่คิด
แหล่งที่มา: Klockfeber
ในปี 2026 ครบ 225 ปีนับจากที่ Abraham-Louis Breguet ได้รับสิทธิบัตรทัวร์บียองเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 1801 เพื่อรำลึกโอกาสนี้ โรงงานได้เปิดตัวคอลเลกชันหลากหลายที่มีการตีความกลไกนี้ห้าแบบ
หลักการของ Breguet คือการวางระบบหนีศูนย์ ล้อสมดุล และสปริงสมดุลไว้ภายในกรงที่หมุนได้ เมื่อชิ้นส่วนควบคุมถูกวางในตำแหน่งแนวตั้งต่างกัน กลไกนี้จะช่วยชดเชยความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากแรงโน้มถ่วง และให้อัตราการเดินเฉลี่ยที่แม่นยำกว่า ระหว่างปี 1796 ถึง 1829 Breguet และผู้ร่วมงานผลิตทัวร์บียองที่สมบูรณ์ได้เพียง 40 ชิ้น ตัวเลขนี้ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของมัน
ชิ้นที่ฉันสนใจที่สุดคือ Classique Tourbillon 7357 ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดที่สุดกับประวัติศาสตร์ล่าสุดของแบรนด์ มันได้แรงบันดาลใจจากรุ่นอ้างอิง 3350 ปี 1990 ซึ่งถือเป็นนาฬิกาข้อมือทัวร์บียองเรือนแรกของ Breguet ยุคปัจจุบัน ตัวเรือนกว้าง 35 มม. และสูง 9.2 มม. หน้าปัดทำจากทองคำแบบกิลโลเช คาลิเบอร์ใหม่ 187B เป็นแบบไขลาน ทำงานที่ 2.5 เฮิรตซ์ มีกำลังสำรอง 60 ชั่วโมง และระบบหนีศูนย์ทำจากซิลิคอน โดยพัฒนามาจากคาลิเบอร์ประวัติศาสตร์ 558 วางขายในแพลตตินัม 950 และทองคำ Breguet
ส่วน Classique Tourbillon Sidéral 7255 เป็นนาฬิกา Breguet เรือนแรกที่มีทัวร์บียองลอยตัว รองรับเพียงจากด้านล่าง และได้นำโครงสร้าง "ลึกลับ" ที่ใช้เฟืองไพลินกลับมาอีกครั้ง หน้าปัดอีนาเมลแกรนด์เฟอทำจากอเวนจูรีนสีดำให้ความรู้สึกเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน
เป็นตัวอย่างที่ดีว่าฟังก์ชันซับซ้อนจากต้นศตวรรษที่ 19 ยังคงสร้างแรงบันดาลใจให้งานช่างนาฬิกาในปัจจุบัน ตั้งแต่การตีความอย่างซื่อตรงไปจนถึงชิ้นงานทดลองที่มีทัวร์บียอง 10 เฮิรตซ์
แหล่งที่มา: Horas y Minutos
ชมรมคนรักนาฬิกาและผู้ผลิตนาฬิกาชาวสวิส Favre-Leuba เปิดตัว Harpoon Revival รุ่นพิเศษจำนวนจำกัด เพื่ออุทิศให้กับ Tytus, Romek และ A'Tomek แนวคิดนี้เกิดขึ้นในหมู่สมาชิกของชมรม และผสานงานช่างนาฬิกาสวิสเข้ากับวัฒนธรรมการ์ตูนโปแลนด์ เป็นการคารวะต่อ Henryk Chmielewski หรือที่รู้จักในชื่อ Papcio Chmiel
เรื่องราวทั้งสองมีจุดร่วมคือปี 1966 ปีนั้น Favre-Leuba เปิดตัวรุ่น Harpoon ส่วนในโปแลนด์ก็มีหนังสือเล่มแรกของการผจญภัยของ Tytus, Romek และ A'Tomek วางจำหน่าย หกทศวรรษต่อมา วาระครบรอบทั้งสองมาพบกันในนาฬิกาเรือนเดียว นาฬิกาคงโครงร่างเฉพาะตัวของต้นฉบับปี 1966 ไว้ และซีรีส์นี้ผลิตเพียง 66 เรือนเท่านั้น
รายละเอียดบนหน้าปัดเป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุด ตัวอักษร "1of66" ออกแบบให้ "of" ดูคล้ายเลขเก้า จึงอ่านได้ว่า 1966 ตัวหน้าปัดเลียนแบบหน้าการ์ตูนเก่า ทั้งสีและพื้นผิว ทางซ้ายมีรูปตินตินห้อยอยู่กับคาน เป็นเวอร์ชันที่ผู้เขียนแก้ไขในฉบับปี 1989 และเข็มดัชนีเอียง 15 องศา เพราะตินตินโยกแรงเกินไปจนทำให้มันหัก ฝาหลังมีการสลักรูปของ Papcio Chmiel พร้อมลายเซ็นและคำว่า "Uczłowieczyciel" (ผู้ทำให้เป็นมนุษย์)
Favre-Leuba ก่อตั้งในปี 1737 และเป็นโรงผลิตนาฬิกาที่เก่าแก่เป็นอันดับสองของสวิตเซอร์แลนด์ คำขวัญ "Conquering Frontiers" (พิชิตพรมแดน) เหมาะกับการเดินทางของตัวละครในเรื่องเป็นอย่างดี การขายเป็นแบบจองล่วงหน้า โดยจะรวบรวมคำสั่งซื้อในฟอรัมของชมรมก่อน แล้วจึงเริ่มการผลิตซีรีส์
ฉันชอบโปรเจกต์แบบนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าดีไซน์วินเทจจากยุค 60 สามารถกลับมามีชีวิตใหม่ได้ ด้วยความหลงใหลของนักสะสมธรรมดา
แหล่งที่มา: Klub Miłośników Zegarów i Zegarków
ผู้ที่มีนาฬิกาเชิงกลรู้ดีว่าสักวันก็ต้องถึงเวลาตรวจเช็ก และการรู้ว่าจะฝากนาฬิกาไว้กับใครนั้นสำคัญเกือบเท่ากับตัวนาฬิกาเอง นั่นคือเหตุผลที่ข่าวที่ Pisa 1940 เปิดเวิร์กชอปแห่งใหม่ในมิลานขนาดกว่า 170 ตารางเมตร สำหรับงานบริการ งานตรวจสภาพยกชุด และงานบูรณะ ทำให้ผมสนใจ
เวิร์กชอปมีโต๊ะทำงานครบชุดหกจุด ออกแบบมาทั้งสำหรับการตรวจเช็กอย่างรวดเร็วและงานที่ต้องแม่นยำสูง พร้อมทีมช่างนาฬิกาแปดคนที่ผ่านการอบรมและรับรองจากบ้านนาฬิกาชื่อดัง มีห้องสำหรับทำความสะอาดและพ่นทราย พื้นที่สำหรับล้างกลไก ตัวเรือน และสายนาฬิกา และอุปกรณ์วินิจฉัยขั้นสูง รวมถึงการทดสอบกันน้ำ
จุดเริ่มต้นคือหลักการที่สำคัญต่อประวัติของบริษัท ประธานบริหาร Chiara Pisa เล่าว่าปู่ของเธอ Ugo มองว่านาฬิกาเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งเสียงติ๊กต๊อกเหมือนจังหวะหัวใจ การดูแลนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นงานบำรุงรักษา ตรวจยกชุด หรือซ่อม จึงหมายถึงการหล่อเลี้ยงความผูกพันระหว่างนาฬิกากับผู้ที่สวมใส่
การตัดสินใจที่น่าสนใจคือการทำให้เวิร์กชอปเป็นอิสระจากบูทีก ซึ่งต่างจากกระแสที่นิยมรวมศูนย์เทคนิคไว้ในโชว์รูม เวิร์กชอปแบบปิดในอดีตเปิดทางให้ความโปร่งใสและการพูดคุยกับลูกค้า นักสะสม และผู้หลงใหล และยังมีมุมห้องสมุดที่มีหนังสือมากกว่า 250 เล่มด้วย
สำหรับนักสะสมนาฬิกาวินเทจ นี่เป็นข่าวดี เวิร์กชอปที่วางงานบูรณะไว้กลางอย่างเปิดเผยแสดงให้เห็นว่างานฝีมือการทำนาฬิกายังคงมีชีวิตอยู่
แหล่งที่มา: Orologi
Angelus เพิ่งเปิดตัว Chronographe Tachymètre ซึ่งเป็นนาฬิกาปุ่มเดียวขนาดกะทัดรัดสามรุ่น สืบเนื่องจาก Chronographe Télémètre ของปีที่แล้ว ตัวเรือนเดียวกันและกลไกไขลานมือเดียวกัน แต่สเกลเทเลมิเตอร์ถูกเปลี่ยนเป็นเทคิมิเตอร์ที่วัดความเร็ว บนกระดาษเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่มันเข้ากับโครโนกราฟอย่างเป็นธรรมชาติจนเข้าใจได้ว่าทำไมจึงเลือกทำเช่นนั้น
แบรนด์นี้ย้อนไปถึงเมือง Le Locle ในปี 1891 และเป็นที่รู้จักจากนาฬิกาตีบอกเวลาซ้ำ นาฬิกาปลุก และโครโนกราฟ คอลเลกชัน La Fabrique ในปัจจุบันใช้นาฬิกาช่วงทศวรรษ 1930 ถึง 1950 เป็นจุดเริ่มต้นและสร้างใหม่ด้วยวัสดุสมัยใหม่ ตัวเรือนมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 37 มม. และหนา 9.25 มม. ขอบตัวเรือนโค้งและหูสายที่โค้งลงและบิดไปด้านข้าง ให้โปรไฟล์วินเทจที่จำได้ง่าย ปุ่มเดียวอยู่ภายในมงกุฎลายร่องที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ทำหน้าที่เริ่ม หยุด และรีเซ็ต
ภายในเป็นกลไก A5000 ไขลานมือ ผลิตโดยบริษัทในเครือ La Joux-Perret รากของมันย้อนไปถึงกลไก THA ช่วงปลายทศวรรษ 1980 ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ Cartier 045MC ที่ใช้ใน Tortue Monopoussoir ปี 1999 มีล้อคอลัมน์และคลัตช์แนวนอน เดิน 21,600 ครั้งต่อชั่วโมง และมีพาวเวอร์รีเซิร์ฟ 42 ชั่วโมง การตกแต่งประกอบด้วยลาย Geneva ลายวงกลม และสกรูขัดเงา
หน้าปัดมีสามตัวเลือก ได้แก่ หน้าปัดสีทองที่มีรายละเอียดซึ่งแบรนด์เรียกว่าเขียวแข่งรถอังกฤษ และสองรุ่นสตีล รุ่นหนึ่งเป็นสีชมพูปะการังพร้อมสีเทาเหล็ก อีกรุ่นเป็นสีเทามุกพร้อมซับไดอัลสีน้ำเงินปิโตรเลียม สเกลเทคิมิเตอร์เริ่มที่ 500 กม./ชม. บนฐาน 1,000 รุ่นทองจำกัด 15 เรือน รุ่นสตีลจำกัด 30 และ 50 เรือนตามลำดับ ราคา 34,600 และ 18,500 ฟรังก์สวิสตามลำดับ
สิ่งที่ผมชอบคือแบรนด์ไม่ได้คัดลอกนาฬิกาสายเก่าทีละเส้น แต่ถือว่าคลังเอกสารของตนเป็นรากฐานเชิงสร้างสรรค์ ปุ่มเดียวในราคานี้เหมาะกับคุณหรือไม่เป็นอีกคำถามหนึ่ง แต่ในฐานะตัวอย่างการฟื้นดีไซน์วินเทจด้วยกลไกจริง มันน่าสนใจ
ที่มา: Monochrome Watches
ในบรรดานาฬิกาทรงพิเศษของ Cartier รุ่น Ceinture ยังคงเป็นหนึ่งในรุ่นที่เรียบหรูที่สุด ตัวเรือนแปดเหลี่ยมที่ได้จากสี่เหลี่ยมที่ตัดมุม และขอบเบเซลแบบขั้นบันได ชวนให้นึกถึงหัวเข็มขัด และนั่นคือที่มาของชื่อ ออกแบบครั้งแรกในปี 1927 และกลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้งในทศวรรษ 1970 ด้วยคอลเลกชัน Louis Cartier ที่เปิดตัวในปี 1973 ซึ่งตีความรูปทรงประวัติศาสตร์ 12 แบบของแบรนด์ขึ้นใหม่
Ceinture ไม่ได้มีเพียงรุ่นเดียว และนี่คือประเด็นที่ควรรู้ก่อนซื้อ รหัสรุ่น 78100 คือรุ่นเล็กขนาดประมาณ 25 x 25 มม. 78099 ขนาด 27 x 27 มม. 78208 มีขนาดเท่ากันแต่เป็นทองสองสี และ 17001 ที่นักสะสมเรียกว่า "Jumbo" มีขนาดประมาณ 31 x 31 มม. พร้อมกลไกอัตโนมัติ (คาลิเบอร์ 2670) รุ่นแรกๆ ของคอลเลกชันปี 1973 เป็นแบบไขลานด้วยมือ ใช้คาลิเบอร์ 78-1 ส่วนรุ่นควอตซ์ปรากฏในทศวรรษ 1980
รายละเอียดด้านการสร้างที่สะดุดตาคือ ลูกมงกุฎไม่ได้มีคาโบชองไพลินสีน้ำเงินตามปกติ แต่เป็นรูปแปดเหลี่ยมแบนที่ฝังอยู่ในร่องของเบเซล อุปกรณ์นี้เรียกกันในสมัยนั้นว่า "remontoir imperdable" (ตัวไขลานที่ไม่หลุดหาย) ผลลัพธ์ดูบริสุทธิ์มาก แม้การไขลานด้วยมือต้องใช้ความละเมียดอยู่บ้าง
สำหรับผู้ชื่นชอบ Cartier วินเทจ หน้าปัดมักเป็นตัวสร้างความแตกต่าง บางเรือนมีคำว่า "Paris" อยู่ใต้วงแหวนรางรถไฟแทนที่จะเป็น "Swiss" ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของซีรีส์รุ่นแรกหรือบูทีกที่ถนนรู เดอ ลา ปาซ และปัจจุบันเป็นที่ต้องการอย่างมาก อย่างไรก็ตาม บทความเตือนว่าคำเดียวนี้ไม่ได้เป็นเหตุผลให้ราคาสูงขึ้นได้ สภาพตัวเรือน (ไม่ขัดเงามากเกินไป) ความสดของหน้าปัดเคลือบ หัวเข็มขัดพับทองแท้ดั้งเดิม และความสอดคล้องของชิ้นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน
แม้จะไม่ได้เป็นที่พูดถึงเท่า Tank หรือ Santos แต่ Ceinture ยังคงบรรยากาศของความเป็นเอกเฉพาะ ซึ่งเป็นเสน่ห์ของมัน บทความนี้เตือนได้ดีว่า เมื่อซื้อวินเทจ คุณกำลังซื้อรหัสรุ่นที่ชัดเจน ไม่ใช่แค่ชื่อ
แหล่งที่มา: Montres de Luxe